Thursday, 19 May 2011

คุณสมบัติของครีมบำรุงผิว

Callagen (คอลลาเจน)
ช่วยฟื้นฟูความยืดหยุ่นและคืนความกระชับ เรียบเนียนและชุ่มชื้นให้กับผิวหน้า

Placenta (ระแกะ)
ช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอย เสริมสร้างเซลใหม่ ปรับสภาพผิวให้เรียบตึง สดใส เพิ่มรายระเอียด ความยืดหยุ่นและบำรุงผิวหน้าให้เปล่งปลั่ง

Vitamin E 
ขจัดเซลล์ผิวหน้าที่เสื่อมสภาพแล้ว ทำให้ผิวหน้ากระจ่างใส

Gold Flakes (ผงทองคำบริสุทธิ์)
ปรับสภาพผิวหน้าให้กระชับและกระจ่างใส อย่างเป็นธรรมชาติ

Pearl Powder (ผงไข่มุก)
ปกป้องผิวหน้าจามลภาวะต่าง ๆ และ UV ในแต่ละวันที่ต้องเผชิญ

Aloe Vera (ว่านห้างจระเข้)
ลดริ้วรอยหมองคลำ้ รอยแผลเป็นต่างๆ อันเกิดจากสิว

Green Tea (ชาเขียว)
ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดริ้วรอย

Carbomer
ช่วยบรรเทาอาการอักเสบและระคายเคืองบนผิวหน้า

Lanolin (ไขมันจากรกแกะ)
ช่วยให้ความสดชื่น ชุ่มชื่น รักษาผิวไม่ให้เสื่อมสภาพก่อนเวลาอันสมควร

Friday, 29 April 2011

Dietary Supplement



A dietary supplement quietly fights those changes while you're out living. Its purpose is achieving balance. A balanced body ages slower and is less susceptible to disease.


Thursday, 21 April 2011

นำ้มันปลา (Omega 3)


 น้ำมันปลา อุดมไปด้วยไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายที่ชื่อว่า Omega-3 ซึ่งมีหลักๆอยู่ 3 ตัวคือ ALA, EPA และ DHA

ซึ่งตัว Omega-3 นอกจากจะพบในน้ำมันปลาแล้ว ยังพบได้ในน้ำมันพืชอีกหลายชนิด เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันเมล็ดฝ้าย

แต่น่าเสียดายที่น้ำมันจากพืชที่กล่าวมานั้น นอกจากจะมี Omega-3 อยู่ แต่ปริมาณก้มีน้อยกว่า Omega-6 ซึ่งเป็นไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่หากได้รับมากไป ก็อาจทำให้เกิดความดันสูงหรือโรคหัวใจได้ ทำให้น้ำมันพืชที่ดูท่าจะปลอดภัยมีเพียง น้ำมันมะกอกและน้ำมันคาโนลา เท่านั้น

ประโยชน์ของน้ำมันปลา
การศึกษาถึงประโยชน์ของน้ำมันปลามีมาหลายปีแล้ว เราจะมาดูกันว่า จริงๆแล้วมันช่วยอะไรเราได้บ้าง

1. ช่วยลดไขมัน Triglyceride (TG) ในเลือด
มีการทดลองที่ชัดเจนว่า การกิน Omega-3 ในขนาด 2 กรัม/วัน ก็ช่วยส่งผลลด TG ได้ และจะยิ่งส่งผลดี เมื่อได้รับในขนาดมากขึ้น เช่น การได้รับในขนาด 4 กรัม/วัน ช่วยลด TG ได้ 25-40 %

2. ลดการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน/heart attack ในคนที่เคยมีประวัติมาก่อน (Secondary cardiovascular disease prevention)
พบว่า ในผู้ป่วยที่มีประวัติเคยมีอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน การกินปลาในขนาด 200-400 กรัม/สัปดาห์ (เทียบเท่ากับได้รับ Omega-3 500-800 มก./สัปดาห์) ช่วยลดการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน และลดอัตราการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นได้
แต่ทั้งนี้คนไข้ต้องใช้ยารักษาโรคหัวใจควบคู่ไปด้วยถึงจะได้ผล (น้ำมันปลา ช่วยเสริมประสิทธิภาพของการรักษาให้มากขึ้น)

นอกจากนี้ทางสมาคมโรคหัวใจของ USA ได้แนะนำให้คนที่เป็นโรคหัวใจควรจะได้รับ EPA + DHA วันละ 1 กรัม ไม่ว่าจะมาจากการกินปลาหรือจะมาจากอาหารเสริมก็ตาม

3. อาการความดันโลหิตสูง
การกิน Omega-3 ช่วยลดความดันได้ 2-5 ม.ม.ปรอท และอาจลดได้มากกว่านี้ในกรณีที่ความดันสูงมากๆ

แต่ทั้งนี้ การกิน Omega-3 อาจต้องกินในขนาดสูงคือ 3 กรัม/วัน ซึ่ง อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้สูง

Note การควบคุมความดันด้วยวิธีอื่น สามารถเห็นผลได้ดีกว่ามาก เช่น การจำกัดเกลือ, การลดน้ำหนัก, การออกกำลังกายหรือการใช้ยา

4. การป้องกันโรคหัวใจ ในกรณีที่ไม่เคยมีประวัติมาก่อน (Primary cardiovascular disease prevention)
มีบางรายงานว่าในคนที่กินปลาเป็นประจำ จะมีอัตราการเกิดโรคหัวใจน้อยกว่าคนที่ไม่ได้กิน แต่บางรายงานก็ขัดแย้งกัน

จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่า การป้องกันการเกิดโรคหัวใจนี้ จะป้องกันได้เฉพาะในกลุ่มคนที่มีแนวโน้ม / ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจหรือไม่

5. ข้ออักเสบ Rheumatoid
การใช้น้ำมันปลาจะช่วยเสริมฤทธิ์แก้ปวด เมื่อใช้ควบคู่กับยาแก้ปวดได้ โดยน้ำมันปลาจะช่วยลดสารสื่อที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บปวดได้

วิตามิน E

 วิตามินอี จะมีลักษณะเป็นน้ำมันสีเหลืองและละลายได้ดีในไขมันเป็นวิตามินชนิดหนึ่งที่ร่างกายต้องการหากขาดอาจทำเกิดภาวะผิดปกติต่อขบวนการปฏิกิริยาต่างๆในร่างกายเราพบว่าเมื่อร่างกายได้รับวิตามินอีไปพร้อมกับอาหารวิตามิน อีจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายยังผนังลำไส้เล็กไปพร้อมกับไขมันและพร้อมกับวิตามินที่ละลายในไขมันชนิดอื่น ๆ เช่นวิตามินเอ, วิตามินดีและวิตามินเคและปกติเมื่อร่างกายได้รับวิตามินอีเข้าไปแล้วจะเก็บสะสมไว้ใน ไขมันในร่างกาย แต่พบว่าในคนที่รับประทานกรดไขมันไม่อิ่มตัว (กรดไขมันไม่อิ่มตัว) หรือฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) เช่นยาเม็ดคุมกำเนิด (ยาเม็ดคุมกำเนิด) จะมีผลทำให้วิตามินอีที่สะสมไว้ใช้ประโยชน์ในร่างกาย ถูกขับ (สูญสิ้น) ออกจากแหล่งสะสมไปจนอาจทำให้เกิดภาวะขาดวิตามินอีได้

ทั่วไปข้อมูล

       วิตามินอีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญในร่างกายร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้มีชื่อทางเคมีว่า Tocopherol เป็นพวกแอลกอฮอล์ไม่อิ่มตัวมีอยู่ในธรรมชาติ 7 ชนิดกัน ได้แก่ ด้วย -- alpha, beta -, Delta -, - Epsilon, OSTA, แกมมา - และ -- ซีตา Alphatocopherol เป็นตัวที่สำคัญที่สุดเนื่องจากมีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระได้ดีวิตามินอีเป็นวิตามินที่มีการค้นพบกันมานาน แต่วิตามินอีที่มีการศึกษาและพูดถึงกันมากคือ โทโคไตรอินอล (tocotrienols) ซึ่งเป็นวิตามินที่ได้จากน้ำมันปาล์มและมีบทบาทสำคัญคล้ายโทโคฟีรอลที่มีในน้ำมันพืชทั่วๆไป

คุณสมบัติ

       วิตามินอีที่บริสุทธิ์จะมีสีเหลืองอ่อนค่อนข้างเหนียวเหมือนน้ำมันสามารถละลายได้ในไขมันและตัวทำละลายไขมันทนความร้อนได้สูงถึง 200 องศาเซลเซียสทนต่อกรด แต่ถูกทำลายได้ง่ายในด่างแสงอัลตร้าไวโอเลต ออกซเดชั่นหรือในน้ำมันเหม็นหืน

ต่อร่างกายประโยชน์

       วิตามินอีจะช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกายจากสารอนุมูลอิสระโดยไปขัดขวางปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของสารในร่างกายโดยอาศัยคุณสมบัติของมันเองที่เป็นตัวที่ไวต่อการถูกออกซิไดส์มากจึงเป็นตัวที่ถูกออก ซิไดส์เองแทนสารอื่น ๆ ในร่างกายที่มีความไวต่อการถูกออกซิไดส์ได้น้อยกว่าป้องกันไขมันไม่อิ่มตัวที่กินเข้าไปรวมกับออกซิเจนซึ่งจะก่อให้เกิดอนุมูลอิสระเป็นสารต้านไม่ให้หลอดเลือดแข็งตัวและยัง ขยายหลอดเลือดฝอยเล็ก ๆ ได้อีกด้วยทำให้การไหลเวียนดีขึ้นป้องการการเกาะตัวของเกร็ดเลือดที่ผนังหลอดเลือดจึงช่วยลดการอุดตันของคอเลสเตอรอลทั้งตัวมันเองยังมีฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอลทำให้ร่างกายมีการนำพาออกซิเจนได้อย่าง สะดวกส่งผลให้ร่างกายใช้ออกซิเจนได้ดีขึ้นทำให้กล้ามเนื้อมีกำลังมากขึ้นอีกทั้งยังช่วยให้มีการผลัดผิวหนังขึ้นมาใหม่ช่วยเพิ่มการทำงานของอินซูลินทำให้ระบบประสาทดีขึ้นสามารถทำงานได้ตามปกติช่วยทำให้ระบบสืบพันธ์ เป็นปกติรักษาอาการเป็นหมันได้ช่วยป้องกันการเกิดต้อกระจกได้และยังเชื่อว่าทำลายฤทธิ์ของสารก่อมะเร็งได้ด้วย

วิตามินอีแหล่ง

       วิตามินอีมีมากในน้ำมันจากธัญพืชและถั่วประเภทเปลือกแข็งการเก็บรักษาให้วิตามินอีควรเก็บให้พ้นจากความร้อนแสงแดดรวมทั้งออกซิเจนในอากาศการขัดสีการบดจะทำให้พืชสูญเสียวิตามินอีไปจำนวนมากร่างกายคนเรา ต้องการวิตามินอีอยู่ที่วันละ 10-15 IU

แหล่งวิตามินในธรรมชาติจำนวนปริมาณสารอาหารได้รับที่

              น้ำมันเมล็ดฝ้ายน้ำหนัก 100 กรัม 40 IU
              น้ำมันดอกคำฝอยน้ำหนัก 100 กรัม 31.5 IU
              น้ำมันข้าวโพดน้ำหนัก 100 กรัม 19 IU
              น้ำมันถั่วเหลืองน้ำหนัก 100 กรัม 14.4 IU
              กะหล่ำปลีน้ำหนัก 100 กรัม 6.4 IU
              จมูกข้าวสาลี 1 ช้อนโต๊ะ 11-14 IU
              เมล็ดทานตะวันน้ำหนัก 100 กรัม 25 IU
              ถั่วเปลือกแข็งประเภทอัลมอนด์น้ำหนัก 100 กรัม 13.5 IU
              มันเทศน้ำหนัก 100 กรัม 6 IU
              เมล็ดมะม่วงหิมพานต์น้ำหนัก 100 กรัม 4.6 IU
              อะโวคาโด (เฉพาะเนื้อ) น้ำหนัก 100 กรัม 4.5 IU
              ปวยเล้งน้ำหนัก 100 กรัม 3 IU

อันตรายจากการวิตามินอีขาด

โรคหัวใจกำเริบวิตามินอีมีหน้าที่ในการจับสารที่เข้ามาทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกายการขาดวิตามินอีทำให้สารเหล่านี้เข้าไปทำปฏิกิริยากับไขมันในเลือดทำให้เนื้อเยื่อต่างๆเสื่อมสภาพเร็วยิ่งขึ้นนำไปสู่ภาวะหลอดเลือดแดงแข็งก่อให้ เกิดก้อนเลือดและที่สุดทำให้เกิดโรคหัวใจกำเริบได้ระบบประสาทมีปัญหาในกรณีของคนที่ร่างกายมีปัญหาในการดูดซึมไขมันและในเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนดการได้รับวิตามินอีต่ำกว่าปริมาณที่กำหนดอาจทำให้เกิดความ เสียหาบต่อระบบประสาทและเป็นโรคโลหิตจางได้เนื่องจากเซลล์เม็ดเลือดแดงในร่างกายถูกทำลาย

อันตรายจากการได้รับวิตามินมากเกินไป

พบว่าถ้าได้รับวิตามินอีวันล่ะ 300 มิลลิกรัมเป็นเวลาหลายเดือนจะส่งผลให้ปวดท้องคลื่นไส้อ่อนเพลียซึมสายตามัวถ้ามากกว่า 2,000 มิลลิกรัมขึ้นไปเป็นเวลา 3 เดือนจะเกิดอาการมุมปากและริมฝีปากอักเสบกล้ามเนื้อไม่มีกำลังได้ใน คนปกติไม่ควรเสริมวิตามินอีเพราะไม่มีหลักฐานแสดงถึงประโยชน์และในแต่ละวันการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ก็จะได้รับวิตามินอีเพียงพอต่อความของร่างกายต้องการดูดซึมการ

จะถูกดูดซึม

ที่ลำไส้เข้าไปในระบบน้ำเหลืองต่อไปสู่กระแสเลือดในรูปของไคโลไมคอลพบว่าการดูดซึมวิตามินอีต่ำ ๆ จะมีประสิทธิภาพดีกว่าวิตามินอีปริมาณสูง ๆ และส่งต่อไปเก็บสะสมที่ตับ นอกจากนี้ยังพบอยู่ตามเนื้อเยื่อไขมันหัวใจปอดและอยู่ในชั้นผิวหนังของอวัยวะนั้น ๆ มีการสะสมได้เป็นเวลานานมีการขับออกทางอุจจาระโดยผ่านที่ตับส่วนเมตาบอไลต์จะออกทางปัสสาวะ

เสื่อมสลายการ

การปรุงโดยใช้ความร้อนสูงหรือถูกแสงแดดการขัดสีการบดเพื่อทำแป้งและการกลั่นน้ำมันพืชรวมทั้งการแปรรูปที่มีความสลับซับซ้อนจะทำให้สูญเสียอีได้วิตามิน

ประเมินการ

สามารถประเมินหาปริมาณวิตามินอีในร่างกายได้ด้วยต่างๆต่อไปนี้วิธีการวัดปริมาณวิตามินอีในเลือดและวิธีประเมิ ณ สัดส่วนวิตามินอีต่อโคเลสเตอรอลในเลือดโดยคนปกติจะมีปริมาณวิตามินอีในซีรัมและพลาสม่า เท่ากับ 5-18 มิลลิกรัมต่อลิตร 


เรียบเรียงโดย : กรรณิการ์เอมแสง
ข้อมูลจาก : E - ห้องสมุด Eduzones

เลซิติน ( Lecithin )

เลซิทิน (อังกฤษ: Lecithin) เป็นไขมันชนิดฟอสโฟไลปิค (Phospholipid) ที่มีความจำเป็นต่อเซลล์ทุกชนิดในร่างกาย เยื่อหุ้มเซลล์ (Cell membrane) ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมการเข้าออกของสารอาหารจะมีลักษณะแข็งและขาดความ ยืดหยุ่นถ้าไม่มีเลซิติน นอกจากนี้ยังพบว่าเลซิตินเป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มสมอง กล้ามเนื้อ และเซลล์ประสาท เลซิตินเองมีคุณสมบัติเป็น emulsifier หรือสารที่ทำให้น้ำกับน้ำมันเข้ากันได้ ดังนั้นจะพบว่าได้มีการนำมาใช้ในการควบคุมโคเลสเตอรอลในเลือดกันอย่างแพร่หลาย
เลซิตินพบได้มากในถั่วเหลือง แต่แหล่งอาหารที่ให้เลซิตินยังมีอีกมากมาย อาทิ ไข่แดง ตับ ข้าวโอ๊ต กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก เนื้อสัตว์ ปลา บริวเวอร์ยีสต์ และพืชบางชนิด ทั้งนี้อาจจะรวมถึงผลิตภัณฑ์ Multi-Vitamin ที่มีเลซิตินผสมอยู่ด้วย เลซิตินที่วางจำหน่ายในท้องตลาดมีอยู่สองชนิด คือ แกรนูล และแคปซูล ชนิดแกรนูลนิยมรับประทาน โดยผสมกับเครื่องดื่มชนิดต่าง ๆ เช่น นม นมเปรี้ยว น้ำผลไม้ ฯลฯ และยังนิยมให้ผสมหรือโปรยบนอาหารประเภทต่าง ๆ อีกด้วย
สารสำคัญที่พบในเลซิติน ได้แก่ ฟอสฟาติดิลโคลีน (Phosphatidylcholine) เป็น ซึ่งสารนี้จะให้วิตามินบีชนิดหนึ่ง เรียกว่า โคลีน สารโคลีนเป็นสารต้นตอในการสังเคราะห์สารสื่อรประสาท อะเซททิลโคลีน (Acetylcholine) ส่วนประกอบอื่น ๆ ของเลซิติน ได้แก่ ฟอสฟาติดิลอิโนซิทอล ฟอสฟาติดิลเอททาโนลามีน กรดไลโนเลอิก ฯลฯ

ประโยชน์ของเลซิทิน 

ช่วยป้องกันและสลายโคเลสเตอรอล หรือไขมันที่อุดตันในหลอดเลือด จึงนิยมในกันมากในผู้ที่มีปัญหาไขมันอุดตันในหลอดเลือด Phosphaticylcholine ซึ่งให้สารโคลีน เป็นสารตั้งต้นของสารสื่อประเภท อะเซททิลโคลีน จะช่วยให้ความจำและความสามารถในการเรียนรู้ดีขึ้น ช่วยให้การทำงานของตับมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ลดการอุดตันของถุงน้ำดี (Gall Stones) ให้สารอิโนซิทอล (Inositol) ซึ่งเป็นส่วนที่ช่วยบำรุงเซลล์ประสาท ทำให้การทำงานของระบบประสาทดีขึ้นการใช้เพื่อป้องกัน และรักษาโรคความจำเสื่อม (Alzheimer's disease) ยังอยู่ในระหว่างการศึกษา


ข้อมูลที่ 2

เลซิติน  (Lecithin)   เลซิตินเป็นสารธรรมชาติที่ประกอบด้วยฟอสฟอรัสกับไขมันบางชนิด และวิตามินในกลุ่มวิตามินบี  ไม่สำคัญว่าเลซิตินประกอบด้วยสารใดบ้างแต่สิ่งสำคัญคือเลซิตินเป็นหน่วยพื้นฐานในทุกๆเซลล์ของสิ่งมีชีวิต  ที่สำคัญไปกว่านี้ก็คือเลซิตินนั้นช่วยจับไขมันและคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด  ด้วยคุณสมบัติอันน่ามหัศจรรย์ของเลซิติน คือ การที่เลซิตินสามารถละลายในได้ทั้งน้ำและไขมัน เลซิตินจึงละลายอยู่ในกระแสเลือดแล้วคอยจับเอาไขมัน หรือคอเลสเตอรอลที่ล่องลอยอิสระในกระแสเลือดและไขมันที่เกาะตามผนังหลอดเลือดไว้ ด้วยวิธีนี้ของเลซิตินจึงทำความสะอาดระบบหมุนเวียนโลหิตได้ ส่วนประกอบที่พบมากที่สุดในเลซิตินคือ สารฟอสฟาติดิลโคลีน (phosphatidylcholine) ซึ่งเป็นแหล่งอาหารอันอุดมไปด้วยสารโคลีน  โคลีนจัดเป็นสารประกอบในกลุ่มของวิตามินบี  ที่มีความสำคัญคือเป็นวัตถุดิบในการผลิตสารสื่อประสาทในสมองของเราสารดังกล่าวคือ อะเซทิลโคลีน (Acetylcholine)

แหล่งอาหาร
          เลซิตินสามารถพบได้ในอาหารหลากชนิดจากผลิตภัณฑ์ทั้งพืชและสัตว์ เช่น ซอสถั่วเหลือง ข้าวโพด เมล็ดฝ้าย เรพสีด กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก เนื้อสัตว์ ปลา บริวเวอร์ยีสต์ รวมทั้งไข่แดง นม สมอง ตับ ไตและกล้ามเนื้อ  เลซิตินยังพบขายอยู่ในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอีกด้วย เลซิตินที่ทำจากถั่วเหลืองนั้นนับเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอีกด้วย เลซิตินที่ทำจากถั่วเหลืองนั้นนับเป็นผลิตภัณฑ์ที่พบได้ทั่วไปในท้องตลาดมากที่สุด

ส่วนประกอบ
          ฟอสฟาติดิลโคลีน (Phosphatidylcholine) เป็นสารสำคัญที่พบในเลซิติน ซึ่งสารนี้จะให้วิตามินบีชนิดหนึ่ง เรียกว่า โคลีน สารโคลีนเป็นสารต้นตอในการสังเคราะห์สารสื่อรประสาท อะเซททิลโคลีน (Acetylcholine) ส่วนประกอบอื่น ๆ ของเลซิติน ได้แก่ ฟอสฟาติดิลอิโนซิทอล ฟอสฟาติดิลเอททาโนลามีน กรดไลโนเลอิก ฯลฯ  

อาการเมื่อขาด
          เมื่อกล่าวถึงเลซิตินนั่นหมายถึงสารฟอสฟาติดิลโคลีนซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของเลซิติน แม้จะยังไม่เคยมีรายงานถึงการขาดเลซิติน แต่งานศึกษาบางชิ้นพบว่า ถ้าร่างกายมีระดับของโคลีนที่ต่ำจะก่อให้เกิดความดันโลหิตสูงชนิดถาวรและมีปัญหาเกี่ยวกับไตด้วย

ประโยชน์
  1. ช่วยป้องกันและสลายโคเลสเตอรอล หรือไขมันที่อุดตันในหลอดเลือด จึงนิยมในกันมากในผู้ที่มีปัญหาไขมันอุดตันในหลอดเลือด 
  2. Phosphaticylcholine ซึ่งให้สารโคลีน เป็นสารตั้งต้นของสารสื่อประเภท อะเซททิลโคลีน จะช่วยให้ความจำและความสามารถในการเรียนรู้ดีขึ้น
  3. ช่วยให้การทำงานของตับมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  4. ลดการอุดตันของถุงน้ำดี (Gall Stones)
  5. ให้สารอิโนซิทอล (Inositol) ซึ่งเป็นส่วนที่ช่วยบำรุงเซลล์ประสาท ทำให้การทำงานของระบบประสาทดีขึ้น
  6. การใช้เพื่อป้องกัน และรักษาโรคความจำเสื่อม (Alzheimer's disease) ยังอยู่ในระหว่างการศึกษา

ขนาดรับประทาน
          ขนาดรับประทานที่แนะนำเพื่อบำรุงสมองคือ 1,200 -2,400 มิลลิกรัม ถ้ารับประทานเพื่อลดระดับคอเลสเตอรอสในกระแสเลือดต้องได้รับวันละ2,400 -3,600 มิลลิกรัม และตามรายงานนั้นจะต้องเพิ่มขนาดรับประทานเป็นวันละ 10 กรัมทีเดียวเพื่อเพิ่มปริมาณของเลซิตินในน้ำดีและรักษาอาการนิ่ว

ผลข้างเคียง
          จากประสบการณ์ของหลายๆท่านที่รับประทานเลซิตินปริมาณหลายกรัมต่อวันพบว่า มีปัญหาบ้างเกี่ยวกับความอึดอัดในช่องท้อง หรือคลื่นไส้ และปัญหาที่พบในกรณีบริโภคโคลีนมากจนเกินไปคือ การมีกลิ่นตัวคล้ายกลิ่นคาวปลาได้

ขอบคุณข้อมูลจาก
www.alternateinfo.com
www.bangkokhealth.com/


LINK:
บทความน่ารู้ของเลซิติน

ผลิตภัณฑ์ผึ้ง

 
ผึ้งเป็นแมลงสังคมที่มีคุณประโยชน์มาก ในด้านทางการเกษตรต้องอาศัยผึ้งเป็นตัวช่วยในการผสมเกสรพืชพรรณไม้ให้ได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้นการนำผึ้งมาเลี้ยงเป็นอุตสาหกรรมได้ผลิตภัณฑ์จากผึ้งได้แก่   น้ำผึ้ง  เกสรผึ้ง  โปรโปลิส  โรยัล  เยลลี  ไขผึ้ง  และพิษผึ้ง   ซึ่งมีคุณค่ามาก   และสามารถนำไปแปรูปได้หลากหลายเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต

ผลิตภัณฑ์จากรังผึ้ง  แยกเป็น  2  กลุ่ม

     1.  ผลิตภัณฑ์ซึ่งผึ้งนำเข้ารังจากวัตถุดิบภายนอก
               -  น้ำผึ้ง  (honey)
               -  เกสรผึ้ง  (bee  pollen)
               -  โปรโปลิส  (propolis)

     2.  ผลิตภัณฑ์ซึ่งผึ้งสร้างขึ้นภายในตัวผึ้ง
               -  โรยัล  เยลลี  (royal  jelly)
               -  ไขผึ้ง  (beeswax)
               -  พิษผึ้ง  (bee  venom)


1. ผลิตภัณฑ์ซึ่งผึ้งนำเข้ารังจากวัตถุดิบภายนอก  

น้ำผึ้ง  (Honey) 

น้ำผึ้ง  คือ  ของเหลวรสหวาน  ซึ่งผึ้งงานเก็บรวบรวมน้ำหวานจากดอกไม้  (nectar)  หรือจากส่วนใดส่วนหนึ่งของต้นไม้  และ/หรือน้ำหวาน  (ho-ney  dew)  จากแมลงจำพวกเพลี้ยที่เก็บสะสมไว้นำมามาผ่านกระบวนการทางเคมีและกายภาพของผึ้งแปรรูปเป็นน้ำผึ้งแล้วเก็บสะสมไว้เพื่อเป็นอาหารภายในรวงรังผึ้ง  น้ำผึ้งจะมีสี  กลิ่น  รส  และลักษณะทางกายภาพแตกต่างกันไปตามชนิดของพืชที่ผึ้งไปเก็บน้ำหวานมาทำเป็นน้ำผึ้ง

ลักษณะของน้ำผึ้งที่ดี
  •  เป็นของเหลวข้น
  •  เป็นเนื้อเดียวกันปราศจากสิ่งแปลกปลอม
  •  มีสีธรรมชาติต้งแต่สีเหลืองอ่อนจนถึงสีน้ำตาล
  •  มีกลิ่นและรสตามธรรมชาติปราศจากกลิ่น  รส  ที่น่ารังเกียจอื่นใด
  •  ต้องไม่มีกลิ่นบูดเปรี้ยวหรือมีฟอง
ส่วนประกอบที่สำคัญของน้ำผึ้ง

น้ำผึ้ง   มีสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรท   น้ำตาลที่แปรสภาพ    คือ   น้ำตาลกลูโคสกับฟรุคโตสที่ให้พลังงานสูง   มีส่วนประกอบของโปรตีน ไขมัน  วิตามิน  เกลือแร่  และสารอื่น ๆ  ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
  • คุณประโยชน์ของน้ำผึ้ง
  • คุณค่าทางอาหารใช้เป็นอาหารเสริม  เพิ่มพลังงานบำรุงร่างกายให้แข็งแรง
  • คุณค่าทางยารักษาโรค  ใช้ผสมในการทำยารักษาโรคได้หลายชนิด  เช่น  ยาแก้ไอ  ยาแก้หลอดลมอักเสบ  เป็นต้น
เกสรผึ้ง  (bee  pollen)

เกสรผึ้ง  คือ  ละอองเกสรที่ผึ้งเก็บรวบรวมจากดอกไม้นานาชนิด  โดยปั้นเป็นก้อนกลมติดไว้ที่ขาคู่หลัง  แล้วนำกลับมาสะสมภายในรัง  เพื่อเป็นอาหารประเภทโปรตีน สำหรับเลี้ยงประชากรภายในรังผึ้ง  ผู้เลี้ยงผึ้งเก็บเกสรที่ผึ้งขนกลับรังนำมาแปรรูป  นิยมเรียกกันว่า  "เกสรผึ้ง"  ใช้เป็นอาหารเสริมที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์ส่วนประกอบของเกสรผึ้ง เกสรผึ้งประกอบด้วยอินทรีย์สารธรรมชาติ  ได้แก่  วิตามินหลายชนิด   คือ  วิตามินดี  วิตามินอี  วิตามินบี1, บี2, บี3,  และ  บี6  โปรตีน  กรดอะมิโน  ไขมัน  คาร์โบไฮเดรท  แร่ธาตุต่าง ๆ  และสารหลายชนิดทีเป็นประโยชน์และมีคุณค่าต่อร่างกาย

คุณประโยชน์ของเกสรผึ้ง
  • ใช้เป็นอาหารเสริมสุขภาพ  บำรุงร่างกายให้แข็งแรงช่วยให้ผิวพรรณผ่องใส
  • นำมาแปรรูปได้หลายรูปแบบ  เช่น  ในรูปเม็ดหรือแคปซูล  รับประทานสด  หรือนำมาทำแห้งเก็บไว้ใช้ได้นาน

โปรโปลิส  (propolis)

           โปรโปลิส   คือ  สารเหนียวคล้ายยางไม้มีสีน้ำตาลแก่จนเกือบดำ  ซึ่งผึ้งงานเก็บรวบรวมจากตาหรือเปลือกของต้นไม้  ผึ้งใช้โปรโปลิสอุดหน้าทางเข้ารังผึ้งลดขนาดรูเปิดรังให้มีขนาดพอดีเพื่อสะดวกในการดูแลป้องกันรังผึ้งจากศัตรูของผึ้งและใช้ในกิจกรรมภายในรังผึ้ง เช่น  อุดรอยแตกภายในรัง เคลือบรวงรังให้แข็งแรง  คลุมเคลือบไข่บาง ๆ   เคลือบเซลล์ตัวอ่อนผึ้ง   เพื่อให้ปลอดจากเชื้อโรค   ฉายทาเคลือบมันในรังผึ้งยึดติดคอนผึ้งให้แน่น  ไม่คลอดแคลน  พยึงส่วนต่าง ๆ  ในรังผึ้ง

ส่วนประกอบของโปรโปลิส

โปรโปลิส  ประกอบด้วยไขผึ้ง  สารเหนียว  น้ำมัน   และเกสร   มีส่วนประกอบทางเคมีหลายชนิด  เช่น   กรดวิตามิน   แร่ธาตุ   และสารที่เป็นประโยชน์หลายชนิด  โดยเฉพาะ ฟลาโวนอยด์  (flavonoids)  มีการค้นพบว่า  สารชนิดนี้มีคุณสมบัติเป็นสารปฏิชีวนะ (antibiotic)  ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย นอกจากนี้ผึ้งยังใช้โปรโปลิสในการป้องกันรักษาโรคของผึ้ง  เช่น โรคโนซีม่า  และโรคชอล์คบรูด   เป็นต้น

คุณประโยชน์ของโปรโปลิส
  • ใช้ในทางการแพทย์นำมาสกัดสารที่ต่อต้านเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย  เป็นส่วนประกอบในการทำยารักษาโรคมนุษย์และสัตว์  ใช้รักษาโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส  ใช้ผสมเป็นยารักษาโรคทางหู  คอ  จมูก  รักษาโรคผิวหนัง
  • ใช้บรรเทาพิษที่เกิดจากผึ้งต่อย  โดยขูดสารออกจากคอนผึ้งมาละลายในแอลกอฮอล์   หรือน้ำมันมะกอก  เก็บไว้ใช้ทาเวลาถูกผึ้งต่อยจะบรรเทาอาการเจ็บปวดบวมได้
  • ใช้เป็นส่วนผสมในการทำเครื่องสำอาง

2. ผลิตภัณฑ์ซึ่งผึ้งสร้างขึ้นภายในตัวผึ้ง

โรยัล  เยลลี  (royal  jelly)

โรยัล  เยลล์  คือ  ของเหลวสีขาวลักษณะคล้ายครีมหรือนมข้นหวาน  ที่ผึ้งงานวัยอ่อน  (อายุระหว่าง  5 - 15  วัน) ลิตจากต่อมภายในส่วนหัว (hypo-pharyngeal  gland)  มีรสเปรี้ยวเผ็ด  และหวานเล็กน้อย  มีฤทธ์เป็นกรด ผึ้งงานใช้โรยัล  เยลลี  เป็นอาหารเลี้ยงตัวอ่อนผึ้งโดยเฉพาะตัวอ่อนที่จะเจริญเป็นผึ้งแม่รัง (ผึ้งนางพญา)  จะได้รับโรยัล  เยลลี  ปริมาณมากตลอดอายุขัย   ทำให้ผึ้งแม่รังเติบโตอย่างรวดเร็ว  มีการพัฒนาทางสัณฐานวิทยาและสรีระแตกต่างจากผึ้งงานและผึ้งตัวผู้

ส่วนประกอบของ โรยัล  เยลลี

 โรยัล เยลลี  มีองค์ประกอบทางเคมีของสารต่าง ๆ โดยเฉลี่ย  ดังนี้  น้ำ  66.05%  โปรตีน  12.35%  ไขมัน  5.46%  แร่ธาตุ  0.84%  โดยน้ำหนักที่เหลือเป็นส่วนประกอบอื่น ๆ  เช่นวิตามินหลายชนิดฮอร์โมน  เอนไซม์  และสารไขมันที่เป็นกรด 10  ไฮดรอกซี - 2 - ดีซีโนอิค  (10 - hydroxy - Decen
oic  acid)

คุณประโยชน์ของโรยัล  เยลลี

ผู้บริโภคในเอเชียบางประเทศ   เชื้อกันว่าโรยัล  เยลลี   มีคุณสมบัติด้านบำรุงกำลัง   ช่วยเสริมความงาม   จึงนิยมรับประทานเป็นอาหารเสริมเพื่อบำรุงสุขภาพให้แข็งแรง

รังผึ้ง  1  รัง  ที่มีผึ้งงานมากกว่า  60,000  ตัว  สามารถผลิตโรยัล  เยลี   ได้เพียงวันละ 1.5 - 3.3  กรัม   ซึ่งปริมาณน้อยมาก  ในปัจจุบันจึงมีการผลิตเป็นการค้า

ไขผึ้ง  (beeswax)

ไขผึ้ง  หรือที่นิยมเรียกกันว่า ขี้ผึ้ง   เป็นสารที่ประกอบด้วยสารเคมีหลายชนิด  ผลิตจากต่อมไข (wax  gland)  ซึ่งมีอยู่  4  คู่  ซ่อนอยู่ภายในปล้องท้องของผึ้งงาน  ผลิตไขผึ้งออกมาในรูปเกล็ดบาง ๆ  สีขาวเหมือนสีน้ำนม  ซึ่งผึ้งงานใช้ในการสร้าง  ซ่อมแซมและปิดฝาหลอดรวง ไขผึ้งบริสุทธิ์  มีกลิ่นคล้ายน้ำผึ้งเป็นของแข็ง  ลักษณะอ่อนนิ่ม  เป็นมัน  เมื่อหลอมเหลวจะกลับมีคุณสมบัติดังเดิมเมื่อเย็นตัว เมื่อเกิดการเผาไหม้ให้ควันน้อยปราศจากมลพิษ  ไขผึ้งอาจมีสารอื่น ๆ  เช่น  เกสร  โปรโปลิส  และน้ำผึ้งเจือปนด้วย ทำให้สีและความหนาแน่นแตกต่างกันไป

คุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมีของไขผึ้ง
  • จุดหลอมเหลว  60 - 65  องศาเซลเซียส
  • สารที่ระเหยได้ทั้งหมดไม่เกิน  0.5  เปอร์เซ็นต์
  • ค่าของกรด  5 - 24
  • ค่าสะปอนิฟิเคชั่น 80 - 105
  • ค่าไอโอดีนไม่เกิน  10
  • ค่าเอสเทอร์  70 - 95
  • สารที่ไม่ละลายในเบนซินไม่เกิน  0.2
คุณประโยชน์ของไขผึ้ง
  • ทำแผ่นฐานรวงรังเทียมใช้ในการเลี้ยงผึ้ง
  • ทำเทียนจากไขผึ้งบริสุทธิ์  นิยมใช้ในทางศาสนา
  • ให้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง
  • ใช้ในทางการแพทย์  และเภสัชกรรม

พิษผึ้ง  (bee  venom)

พิษผึ้ง  คือ  สารประกอบโปรตีนที่ผึ้งปล่อยออกมาจากต่อมสร้างพิษผ่านออกทางเหล็กในของผึ้งงาน  เมื่อเกิดขึ้นมาในระยะแรกนั้นยังสร้างพิษไม่ได้  แต่หลังจากอายุในช่วง  10 - 14  วัน  ปริมาณพิษผึ้งจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  และทำหน้าที่ในการป้องกันจากศัตรูองค์ประกอบทางเคมีของพิษผึ้งมีคุณค่าทางการแพทย์  เช่น  ฮีสตามีน (histamine)  เซอโรโทนิน  (serotonin)  โดพามีน  (dopamine)  ฯลฯ   และยังมีกรดอะมิโนและอนไซม์เป็นองค์ประกอบ เล็กน้อยในต่างประเทศมีผู้ใช้พิษผึ้งในทางการแพทย์  เช่น รักษาโรครูมาติซัม  เป็นต้น


จัดทำโดย:
กลุ่มงานผึ้งและแมลงอุตสาหกรรม
กองกีฏและสัตววิทยา